ประวัติ พระกษิติครรภ์มหาโพธิสัตว์ ผู้ช่วยเหล่าสัตว์นรกพ้นทุกข์
พระกษิติครรภ์มหาโพธิสัตว์ ทรงตั้งมหาปณิธานอันแรงกล้าว่า "ตราบใดที่นรกยังไม่ว่างเว้นจากเหล่าสรรพสัตว์ ข้าพเจ้าจะไม่ขอสำเร็จธรรมเข้าสู่พุทธภูมิ" หรือจะไม่ขอตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าจนกว่าจะช่วยสัตว์นรกทั้งหมดให้พ้นทุกข์
พระกษิติครรภโพธิสัตว์ (Ksitigarbha Bodhisattva) หรือ ตี้จั้งผูซ่า(地藏菩萨) ในสำเนียงแต้จิ๋ว ตี่จั่งอ๊วง มาจากพระนามเต็มว่า ตี้จั้งหวางผูซ่า (地藏王菩萨)หรือ “ต้าเอวี้ยนตี้จั้งหวางผูซ่า”(大愿地藏王菩萨) แปลว่า พระโพธิสัตว์ผู้เป็นครรภ์แห่งแผ่นดิน มีความหมายแฝงว่า พระองค์ได้ทรงสถิตอยู่ใต้ผืนพื้นโลกใบนี้ เป็นพระโพธิสัตว์องค์หนึ่งที่ชาวจีนให้ความเคารพนับถือและศรัทธาเป็นอย่างมาก เป็นรองแต่เพียงพระอวโลกิเตศวร(กวนอิม)เท่านั้น
สาเหตุที่ทำให้พระกษิติครรภโพธิสัตว์(ตี้จั้งผูซ่า) เป็นที่นับถืออย่างกว้างขวางนั้น มาจากเรื่องราวของปณิธานของพระองค์ที่มีจารึกไว้ใน “พระสูตรปณิธานแห่งพระกษิติครรภโพธิสัตว์” หรือ “ตี้จั้งผูซ่าเปิ่นเอวี้ยนจิง”(地藏菩萨本愿经) ที่ทรงแผ่เมตตาธรรมต่อเหล่าสรรพสัตว์ทั้งหกในนรกภูมิ พระองค์รู้สึกเสียพระทัยเป็นอย่างยิ่งที่ไม่อาจช่วยเหลือมิให้สรรพชีวิตหลงเดินในทางผิด จนตกตายไปสู่นรกภูมิเช่นนั้น พระกษิติครรภโพธิสัตว์จึงได้ยินยอมอยู่บนโลกมนุษย์เพื่อแผ่ส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่เหล่าสัตว์โลกในนรกภูมิ ทรงมีความปรารถนาจะให้แสงแห่งพระธรรมชี้นำทางสว่างให้แก่สัตว์ทั้งปวง โดยมีมหาปณิธานอันยิ่งใหญ่ว่า “หากตราบใดที่นรกยังไม่ว่างเปล่า ตราบนั้นก็จะไม่ขอบรรลุพุทธภูมิ”
พระมหาปณิธานของท่านย่อมเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่า อันสัตว์โลกนั้น คนกระทำความชั่วมีอยู่มากมาย เมื่อตายไปแล้วนรกภูมิก็จะมีจำนวนสัตว์นรกมากยิ่งกว่าผู้ที่ได้ขึ้นสวรรค์ การจะมาช่วยสัตว์นรกที่มีจำนวนมากนี้ จึงเป็นเรื่องยากยิ่งกว่าความยากใด ๆ
กล่าวกันว่า พระมหาปณิธานของพระองค์ คล้ายคลึงกับพระอวโลกิตศวร(กวนอิม) เป็นอย่างมาก ต่างกันตรงที่ พระอวโลกิเตศวร(กวนอิม)ทรงเปี่ยมไปด้วยพระมหาเมตตาด้วยหวังจะช่วยสัตว์โลกผู้ตกทุกข์ได้ยากบนโลกให้ได้หลุดพ้น แต่พระกษิติครรภโพธิสัตว์จะการุญต่อสัตว์ในนรกภูมิให้รอดพ้นจากกองทุกข์ทรมาน ดังนั้น ด้วยความซาบซึ้งในพระมหากรุณาพระองค์จึงทำให้พระกษิติครรภโพธิ์สัตว์เป็นที่ศรัทธาของปวงชน จนเป็นสัญลักษณ์ของพระโพธิสัตว์ผู้มีมหาเมตตามาโปรดแก่สัตว์นรกให้พ้นจากบ่วงกรรม
ดังนั้น ในพิธีศพของชาวจีนที่เรียกกันว่า “พิธีกงเต๊ก” จึงต้องมีรูปประดิษฐานของพระกษิติครรภโพธิสัตว์ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เพราะเชื่อกันว่า ด้วยพระมหาเมตตาของพระองค์จะช่วยนำทางแห่งธรรมให้แก่ดวงวิญญาณของผู้เสียชีวิต ทำให้ดวงวิญญาณไปสู่ภพภูมิที่ดี ไม่ต้องตกขุมนรกอันแสนทุกข์ทรมาน
ในขณะเดียวกัน ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับพระกษิติครรภโพธิสัตว์นั้นไม่ได้หมายความว่าพระองค์จะโปรดช่วยเฉพาะคนที่ตายไปแล้วเท่านั้น หากแต่พระองค์ย่อมช่วยทั้งคนที่ยังมีชีวิตอยู่ให้ตั่งมั่นอยู่ในความดี และผู้ตายไปแล้วไม่ให้หลงเหลืออยู่ในขุมนรกอีกต่อไป
ส่วนอีกตำนานหนึ่งกล่าวว่า พระกษิติครรภโพธิสัตว์นั้น เดิมเป็นเจ้าชายนามว่า คิม เคียว กัก (KIM KIAOKAK) แห่งอาณาจักรชิลลา ได้ออกบวชเมื่ออายุ 24 ปี โดยได้ออกเดินทางแสวงหาความสงบในป่าเขา จนกระทั่งถึงแถบที่ตั้งของภูเขาจิ่วหวาซานในประเทศจีน ได้ทรงเทศนาสั่งสอนประชาชนให้ตั่งมั่นทำแต่กรรมดีจนเป็นที่เลื่องลือและศรัทธาจากมหาชน กล่าวกันว่า ท่านได้ละสังขารเมื่ออายุ 99 พรรษา และร่างนั้นก็อยู่ในท่าประทับนั่งสมาธิโดยไม่เน่าเปื่อย บรรดาชาวบ้านจึงพร้อมใจกันศรัทธาและสร้างวัดเพื่อบูชาพระองค์สืบไป โดยเรียกนามของพระองค์ว่า พระกษิติครรภโพธิสัตว์ หรือในภาษาเกาหลีเรียกว่า พระชีจัง (JIJANG)
ในประเทศจีนเชื่อกันว่า พระกษิติครรภโพธิสัตว์สถิตอยู่ ณ เทือกเขาจิ่วหวาซาน ซึ่งเป็นหนึ่งใน 4 ขุนเขาศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานปัจจุบันเทือกเขาจิ่วหวาซานตั้งอยู่ในเขตอำเภอชิงหยาง มณฑลอานฮุย กล่าวกันว่า ณ เทือกเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ในอดีตนั้น เคยเป็นที่ตั้งของวัดวาอารามมากกว่า 300 แห่ง และเป็นศาสนสถานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของพระพุทธศาสนาในประเทศจีนปัจจุบัน
อนึ่ง ในทางพุทธศิลป์ฝ่ายมหายานนั้น พระกษิติครรภโพธิ์สัตว์เป็นพระพุทธรูปองค์สำคัญที่นิยมสร้างเป็นประติมากรรมแบบองค์สาม โดยตั้งประดิษฐานเรียงกันคือ พระศากยมุนีพุทธเจ้าเป็นพระประธานที่อยู่กึ่งกลาง ทางเบื้องซ้ายเป็นพระอวโลกิเตศวร(กวนอิม) และเบื้องขวาเป็นพระกษิติครรภโพธิสัตว์ การจัดเรียงพระพุทธรูปแบบนั้น เรียกกันว่า ซวอผอซานเสิ้ง(娑坡三圣)
อ้างอิงจาก :
- หนังสือ 108 สิ่งมิ่งมลคลจีน – ปิยะแสง จันทรวงศไพศาล
วิกิพีเดีย
ABOUT THE AUTHOR
Hello We are OddThemes, Our name came from the fact that we are UNIQUE. We specialize in designing premium looking fully customizable highly responsive blogger templates. We at OddThemes do carry a philosophy that: Nothing Is Impossible



0 comments:
แสดงความคิดเห็น